ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี ปลากัดเพชรบุรี

Saturday, December 13, 2008

การต่อสู้ของปลากัด

สาธิตการตัดขวดเอาใส่ปลากัด

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ นะครับเอาไว้ใส่ปลากัดของเราก็คงจะดีไม่น้อย

Sunday, October 19, 2008

ประวัติปลากัดของไทย


..........นับแต่การสร้างชาติไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัย การชนไก่ กัดปลา เป็นเกมการพนันที่ได้รับการจารึกว่า เป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยมาแต่โบราณ อันที่จริงแล้ว เกมกีฬาการกัดปลาของชาวไทยนั้น นอกจากปลากัดแล้วยังมีปลาอีกสองชนิด ที่นำมากัดแข่งขันกันคือ ปลาหัวตะกั่ว และปลาเข็ม แต่ก็ไม่แพร่หลาย ติดใจคนทั่วไปเหมือนปลากัด ทั้งนี้เนื่องมาจากสัตว์น้ำชนิดนี้นอกจากจะมีน้ำอดน้ำทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานาน ๆ แล้ว ลีลาการต่อสู้ก็เต็มไปด้วย ชั้นเชิงและศิลปะ และเหนือสิ่งอื่นใดนักรบจิ๋วเหล่านี้จะสง่างามยิ่งในระยะเวลาที่เข้าต่อสู้ ความสวยงามตามธรรมชาติของปลากัดจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ ทำให้คนนิยม ปลาชนิดนี้จึงเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงสวยงามและนักกีฬาตัวโปรดของคนไทย
เป็นปลาพื้นเมืองของไทยที่นิยมเพาะเลี้ยงเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อไว้ดูเล่นและเพื่อกีฬากัดปลาและเป็นที่รู้จักกันดีในต่างประเทศมานานเช่นกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงปลากัดกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงและเพาะพันธุ์ได้ง่าย ปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยได้ส่งปลากัดไปขายต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทปลากัดพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ มีสีน้ำตาลขุ่นหรือสีเทาแกมเขียว ครีบและหางสั้น ปลาเพศผู้มีครีบและหางยาวกว่าปลาเพศเมียเล็กน้อย จากการเพาะพันธุ์และการคัดพันธุ์ติดต่อกันมานาน ทำให้ได้ปลากัดที่มีสีสวยงามหลายสี อีกทั้งลักษณะครีบก็แผ่กว้างใหญ่สวยงามกว่าพันธุ์ดั้งเดิมมาก และจากสาเหตุนี้ทำให้มีการจำแนกพันธุ์ปลากัดออกไปได้เป็นหลายชนิด เช่น ปลากัดหม้อ ปลากัดทุ่ง ปลากัดจีน ปลากัดเขมร เป็นต้น การแพร่กระจายของปลากัดพบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยอาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ฯลฯในการเลี้ยงปลากัดเพื่อการต่อสู้ มีการคัดเลือกพันธุ์ให้มีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถใช้ในการต่อสู้ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเรียกกันว่า ปลากัดป่าหรือปลากัดทุ่ง ที่มีลำตัวค่อนข้างเล็กบอบบางสีน้ำตาลขุ่นหรือเทาแกมเขียว นำมาเพาะเลี้ยงและคัดพันธุ์หลายชั่วอายุ จนได้ปลาที่รูปร่างแข็งแรง ลำตัวหนาและใหญ่ขึ้น สีสันสวยสด เช่น สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม น้ำตาลเข้ม หรือสีผสมระหว่างสีดังกล่าว และเรียกปลากัดที่ได้จากการคัดพันธุ์เพื่อการต่อสู้นี้ว่า ปลากัดหม้อ ปลากัดลูกหม้อ หรือปลากัดไทย ต่อมาได้มีผู้พยายามคัดพันธุ์ปลากัดโดยเน้นความสวยงามเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น โดยคัดพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาที่มีครีบยาว สีสวย ซึ่งนิยมเรียกปลากัดลักษณะเช่นนี้ว่าปลากัดจีนหรือปลากัดเขมร ต่างประเทศรู้จักปลากัดในนาม Siamese fighting fish
ที่มา : koratbetta

Thursday, August 21, 2008

ใบหูกวาง


หูกวาง ( Terminalia catappa Linn. ) เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ อยู่ในวงศ์ Combretaceae เช่นเดียวกับสมอไทย และ สมอพิเภก มีชื่อสามัญคือ Tropical Almond, Singapore Almond, Bengal Almond, Umbrella Tree และมีชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันตามจังหวัดต่างๆ เช่น โคน ( นราธิวาส ) ดัดมือ ตัดมือ ( ตรัง ) ตาป่ง ( พิษณุโลก และ สตูล ) ตาแป่ห์ ( มาเลย์ - นราธิวาส ) หลุมปัง ( สุราษฎร์ธานี ) และ จัดเป็นพันธ์ไม้ชายหาด พบกระจัดกระจายตามชายฝั่ง ปลูกได้ทั่วไป ตั้งแต่ ประเทศอินเดีย ถึง ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ได้มีการนำต้นหูกวางมาปลูกทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนโดยเฉพาะ ทวีปเอเชีย
ประเทศไทยสามารถพบต้นหูกวางได้ทั่วไป ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบมากที่จังหวัดตราดและชลบุรี ภาคตะวันตกเฉียงใต้ พบมากที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี ส่วนภาคใต้พบมากที่จังหวัดนราธิวาส ตรัง และ สุราษฎ์ธานี หูกวางเป็นต้นไม้ขนาดกลางสูง 8-28 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลมหรือทรงรูปพีรามิดหนาทึบ เปลือกต้นสีเทาแตกเป็นร่องตื้น แตกกิ่งในแนวราบเป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่ กิ่งปลายจะลู่ลง โตเร็ว ชอบแดดจัด ทนน้ำท่วมขัง ระบบรากแข้งแรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับถี่ตอนปลายกิ่ง โคนใบสอบแคบ แผ่นใบหนา มีขนปุย ขอบใบเรียบ หูกวางจะผลัดใบในฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน
ดอกออกเป็นช่อแบบติดดอกสลับตามซอกใบ ดอกสีขาวนวลมีขนาดเล็ก ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน และเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ผลเป็นผลเดี่ยวรูปไข่ หรือ รูปรีป้อมและแบนเล็กน้อย สีเขียว ในแต่ละผลจะมี 1 เมล็ด ผลแก่จะมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม เมื่อแห้งจะมีสีดำคล้ำ ผลจะแก่ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และประมาณเดือน พฤษภาคมถึงมิถุนายน
องค์ประกอบของใบหูกวาง มีทั้งพวกที่เป็นสารให้สีและแทนนิน ซึ่งเป็นสารที่มีรสฝาด และมีองค์ประกอบทางเคมีที่ค่อนข้างซับซ้อน ละลายน้ำได้ มักเป็นของเหลวที่ขับออกมาจากเปลือก ลำต้นและส่วนอื่นๆ ใบหูกวางมีสารแทนนินที่สลายตัวในน้ำ รวมทั้งสิ้น 12 ชนิด และ มีกรดต่างๆ หลาบชนิด ซึ่งแทนนินเป็นสารชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากบางชนิดสามารถลดอาการหอบหืด ลดความดันโลหิตสูง ต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดฤทธิ์สมานและยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้
ต้นหูกวางยังจัดเป็นไม้เอนกประสงค์ เปลือกไม้สามารถนำมาทำเป็นยาฝาดสมานแผล แก้ท้องเสียและแก้ซางในเด็ก ใบมีคุณสมบัติช่วยขับเหงื่อ ใช้รักษาอาการปวดตามข้อ ต้มเคี่ยว รับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ และผลิตสีย้อมผ้า ซึ่งช่วยให้สีติดแน่นทนทาน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการช่วยให้โปรตีนตกตะกอน และสามารถจับกับไอออนของโลหะได้ดี รวมทั้งรากและผลดิบใช้ในการฟอกย้อมหนัง และผลิตสีดำ เพื่อใช้ในการย้อมผ้าฝ้าย เสื่อและทำหมึก เนื้อไม้มีคุณภาพดี ใช้ก่อสร้างบ้านเรือนและต่อเรือ เมล็ดกินได้มีรสชาติดี ในเมล็ดมีน้ำมันใส ไม่มีกลิ่น มีลักษณะคล้ายน้ำมันจากอัลมอนด์ เมื่อนำไปผสมกับใบหูกวางสามารถใช้รักษาโรคเรื้อน โรคผิวหนัง และโรคติดต่อทางผิวหนังอื่นๆ เนื้อของผลกินได้ แต่มีใยค่อนข้างมาก มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นอกจากนี้ใบหูกวางยังสามารถใช้ในการเลี้ยงปลากัด เมื่อปลากัดเป็นแผลหรือแสดงอาการผิดปกติ แทนการใช้ยาสังเคราะห์เคมี เพื่อรักษาโรค
อาจารย์ ดร.วัชริยา ภูรีวิโรจน์ จากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และ ผศ.ดร.นนทวิทย์ อารีย์ชน จากภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดใบหูกวางพบว่า ใบหูกวางมีคุณสมบัติในการต้านทานแบคทีเรีย เนื่องจากองค์ประกอบของใบหูกวางมีแทนนินและกรดหลายชนิด ดังนั้น เมื่อตรวจสอบคุณภาพของน้ำพบว่าน้ำที่มีสารสกัดใบหูกวางจะมีฤทธิ์เป็นกรดสูงขึ้น การที่น้ำมีสภาพเป็นกรดอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สารสกัดหูกวางมีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สำหรับอัตราส่วน ของการใช้ใบหูกวางที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการต้านทานแบคทีเรียนั้น ควรใช้ใบหูกวางประมาณ 40 ใบ ตากแห้งและบดให้ละเอียด ละลายน้ำ 2 ลิตร หมักทิ้งไว้ในภาชนะ ฝาปิด 1-2 คืน หลังจากนั้นกรองเอาส่วนของน้ำมาผสมกับน้ำเลี้ยงปลา โดยใช้น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อ น้ำเลี้ยงปลา 10 ส่วน แต่ถ้าปลามีแผล หรือในน้ำเลี้ยงปลากัดมีแบคทีเรียมาก อาจทำการผสมน้ำหมัก 1 ส่วน ต่อ น้ำเลี้ยงปลา 5 ส่วนแทน ก็จะได้ยารักษาเจ้าปลากัดตัวน้อยๆ ของเรา โดยที่ไม่ต้องพึ่งสารสังเคราะห์เคมี
ที่มา : ku.ac.th/e-magazine

การเลี้ยงปลากัดในขวด


ปลากัดเมื่อโตได้ขนาด ผู้เลี้ยงจะคัดแยกตัวเมียและตัวผู้ออกจากกัน ตัวผู้จะนำไปเลี้ยงในขวดขวดละ1 ตัว ขวดที่นิยมใช้คือขวดสุราแบน ส่วนตัวเมียหลังจากคัดไว้ทำพันธุ์แล้วจะขายที่เหลือไปในราคาถูก ปลากัดที่เลี้ยงในขวดต้องให้อาหารเช้าเย็น เปลี่ยนน้ำทุก 3 วันจะทำให้ปลาโตเร็ว การเลี้ยงใช้เวลาประมาณ 30-40 วันก็ขายได้ ปลากัดที่เลี้ยงในขวดจะต้องให้อาหารให้อิ่มมิฉะนั้นปลาอาจจะกัดหางตัวเอง โดยเฉพาะปลากัดจีน ทุกๆเดือนหรือสองเดือน ควรล้างขวดที่เลี้ยงให้สะอาดเพื่อป้องกันการเกิดโรคเนื่องจากการสะสมของของเสียต่างๆ โดยย้ายปลากัดไปเลี้ยงในขวดใหม่ที่เตรียมไว้

ที่มา : il.mahidol

วิธีการเพาะเลี้ยงลูกน้ำเพื่อธุรกิจ และการส่งออก


วิธีการเพาะเลี้ยงลูกน้ำเพื่อธุรกิจและการส่งออกลูกน้ำ เลี้ยงอย่างไร ให้เป็นเงินเป็นทองในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง บรรยายให้เห็นภาพความอุดมสมบูรณ์ในอดีตของสยามประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นไปได้ยากที่จะมองหาท้องนา แต่สำหรับทรัพยากรทางน้ำอย่างปลานั้นยังมีให้เห็นดาษดื่นและหลากหลาย โดยเฉพาะปลาสวยงาม ประเทศไทยถือเป็นแหล่งปลาสวยงามที่มีจำนวนหลากหลายมากกว่า 300 ชนิดจากผลการสำรวจโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ผ่านมาพบว่าประเทศไทยส่งออกปลาสวยงามมูลค่าปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้กรมประมงยังประมาณการว่ามีผู้เลี้ยงปลาสวยงามในประเทศ 350,000 คน และมีจำนวนร้านค้าปลาสวยงามทั่วประเทศประมาณ 250 ร้านในกระแสความนิยมเลี้ยงปลาสวยงามที่มีแต่จะทวีจำนวนขึ้นทุกปี กลายเป็นช่องทางของธุรกิจ "เพาะเลี้ยงลูกน้ำ" ที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นตามธุรกิจเลี้ยงปลาเป็นเงาตามตัว ถึงขั้นทำกันเป็นล่ำเป็นสันส่งออกต่างประเทศแปลงมูลไก่ เป็นลูกน้ำไกลออกไปจากบ้านเรือนของชาวบ้าน ถนนคอนกรีตค่อยๆเปลี่ยนเป็นทางดินลูกรัง ท้องทุ่งนาเขียวขจีเต็มไปด้วยนกกระยางสีขาว สองข้างทางเป็นที่ตั้งฟาร์มของเกษตรกรเรียงรายห่างกันออกไป รวมถึง "ฟาร์มเลี้ยงไก่เพื่อผลิตลูกน้ำและไรแดง" บนเนื้อที่ 20 ไร่ ในเขตตำบลสามควายเผือก อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ที่นี่นอกจาก "ไข่" ผลผลิตที่จะได้จากไก่แล้ว มูลไก่ยังก่อให้เกิด "ลูกน้ำ" ผลพลอยได้นำมาซึ่งรายได้งดงามจรินทร์ อยู่ญาติมาก เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2548 ดำเนินกิจการเจ้าของฟาร์มจรินทร์พรเป็นเวลา 12 ปี เล่าถึงฟาร์มลูกน้ำที่เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามว่า"ช่วงเลี้ยงปลาใหม่ๆ ยังไม่มีเกษตรกรเลี้ยงเยอะ อาหารจากแหล่งธรรมชาติค่อนข้างมาก พอเลี้ยงปลาสวยงามแล้วประสบความสำเร็จก็มีเกษตรกรใกล้เคียงหันมาเลี้ยงกันเยอะขึ้น อาหารจากแหล่งธรรมชาติเริ่มหมดไป ผมเอาไก่มาเลี้ยง เก็บไข่ไว้กินและทำเป็นอาหารปลา ใต้กรงไก่มีรองกรงที่ไม่ได้ใช้อยู่ พอไก่ขี้ออกมา เกิดเป็นลูกน้ำขึ้น จุดประกายให้ทำลูกน้ำเป็นอาหารปลา"จากการเริ่มต้นเพาะเลี้ยงลูกน้ำครั้งแรกด้วยจำนวนไก่ 2,000 กว่าตัวได้ปริมาณลูกน้ำไม่มาก "ไม่รู้ว่าต้องใช้ความเข้มข้นของน้ำเท่าไร ความเจือจางของน้ำเท่าไร ต้องใช้ไก่กี่ตัว คิดว่าความเข้มข้นของน้ำไม่พอ จึงเพิ่มจำนวนไก่ขึ้นมา คราวนี้ความเข้มข้นของน้ำมากเกิน ขี้ไก่ทำให้เกิดแก๊สแอมโมเนีย ได้ลูกน้ำนิดๆหน่อยๆ ส่วนใหญ่ตาย จึงแบ่งไก่ออก 25% ตกเฉลี่ยตารางเมตรละ 6 ตัว ออกมาได้ผลค่อนข้างดี ความเข้มข้นและความเจือจางสมดุลกัน เริ่มได้ผลจึงนำเอาผ้ามาคลุมให้มืด"อาหารลูกน้ำ จากภูมิปัญญาไทยใต้เล้าไก่ไข่จำนวนหมื่นกว่าตัวถูกขุดให้มีความลึก 4 เมตร กว้าง 3 เมตร 30 เซนติเมตร ส่วนความยาวนั้น ยิ่งยาวยิ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ให้ลูกน้ำมีจำนวนมาก อาหารที่ไก่ไข่ได้ทำให้มูลไก่ที่ปล่อยออกมาเบาลอยน้ำ เหมาะกับธรรมชาติของลูกน้ำที่ลอยตัวอยู่ในน้ำ ทำให้กินง่าย กลายเป็นอาหารอันโอชะสำหรับลูกน้ำ สำหรับอาหารของลูกน้ำ เกษตรกรบางคนใช้วิธีนำเอาหญ้าแห้ง ข้าวโพดแห้งหรือขี้หมูหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน หรืออีกวิธีโดยการนำเอาซังขนุนและหัวปลาสดใส่ถุงพลาสติกทิ้งไว้ในบ่อ บ้างนำลูกตาลสุกมายีผสมปลายข้าวแล้วหมักใส่ไว้ในโอ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ก็สามารถทำให้เกิดลูกน้ำขึ้นมาเต็มได้เช่นกัน บ้างนำปลาป่น รำ ขี้หมู หรือขี้ไก่ผสมรวมกันละลายในน้ำแล้วสาดลงไปในร่องสวน บ้างใช้อามิหรือกากผงชูรส หมักรวมกับขี้หมูนำมาใส่ไว้ในโอ่งไม่เกิน 7 วันจะมีลูกไรเกิดขึ้นเต็มโอ่งส่วนจรินทร์ เขาใช้หญ้าขนใส่ลงไปในบ่อเพื่อให้เป็นที่วางไข่ของยุง ทั้งนี้ หญ้าขนที่ใช้ต้องนำไปตากแดด 3-4 ครั้ง โดยไม่ปล่อยให้หญ้าขนแห้งเกิน เพราะจะไม่ลอยน้ำ และเมื่อถูกน้ำไม่นานก็จะกรอบและหักจมน้ำ จึงต้องตากหมาดๆเพื่อให้ลอยน้ำเป็นที่พักผสมพันธุ์ วางไข่ และที่ตายของยุง นอกจากนี้ยังสร้างบรรยากาศภายในให้ค่อนข้างมืด โดยการปิดล้อมโรงเรือนเลี้ยงไก่ด้วยซาแรน ตาข่ายสีดำ"ยุงที่วางไข่มาจากแหล่งธรรมชาติ เป็นยุงธรรมดา ภาษาชาวบ้านเรียกว่ายุงรำคาญยุงลาย ยุงก้นป่อง ชอบวางไข่ในน้ำใสสะอาด น้ำฝน อีกอย่างยุงเคยอยู่บ่อไหนก็จะอยู่บ่อนั้น วางไข่เยอะมาก ถ้าจะไปไข่ในบ่ออื่นก็มีบ้างนิดหน่อย มักไม่บินไปที่อื่น เหมือนปลาหน้าวัด ตรงไหนมีอาหารสมบูรณ์ มีแหล่งเจริญเติบโต สืบพันธุ์ ก็จะไม่ไปอยู่ที่อื่น ส่วนลูกน้ำถึงกำหนดต้องรีบตักไม่ฉะนั้นจะกลายเป็นยุงหมด จำนวนที่เก็บไว้เป็นยุงแค่พอทำพันธุ์" จรินทร์ไขข้อกังขาเรื่องของลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุงเกษตรกรหนุ่มเล่าถึงขั้นตอนต่อไปว่า "ไม่ต้องดูแลมาก ปล่อยหญ้าแห้งทิ้งไว้ 3 วัน ยุงจะวางไข่คืนแรกประมาณ 20% คืนที่ 2 และ 3 วางไข่ 40% คืนที่ 4 ไม่วางไข่แล้ว ประมาณ 40 ชั่วโมงยุงที่วางไข่ช่วงแรกแตกจากฝักไข่เป็นตัว จากนั้นจะเติมน้ำ10เซนติเมตรให้หญ้าแฉะ เพิ่มความเข้มข้นเพื่อให้ยุงวางไข่ แต่ถ้าใส่น้ำเต็มบ่อทำให้ความเข้มข้นช้า เป็นการเพิ่มวันผลิตขึ้นมา วันที่ 4 เติมน้ำขึ้นมาอีก 20 เซนติเมตร วันที่ 5 และ 6 เติมอีก 10 เซนติเมตร วันที่ 7 ยุง 20% แรกจะกลายเป็นไอ้โม่ง ตกกลางคืนจะเริ่มเป็นยุง ตรงนี้เก็บไว้เป็นพันธุ์ของรุ่นต่อไป ส่วน 80% ที่เหลือจะทำการช้อนขึ้นมาจำหน่าย หรือแพกส่งนอก"7 วัน...ได้เวลาช้อนวงจรชีวิตของยุงมี 4 ระยะ โดยทั่วไปยุงวางไข่ครั้งละประมาณ 100 ฟองหนาเป็นแพลอยอยู่ผิวน้ำ ถือเป็นระยะแรก ไข่จะฟักตัวอยู่ประมาณ 2 วัน จากนั้นก็จะแตกตัวออกมาเป็นลูกน้ำในระยะที่ 2 และมีขนาดโตขึ้นๆเมื่อโตเต็มที่รูปร่างจะเปลี่ยนไป บางครั้งเรียกว่าเป็นการลอกคราบเพื่อเข้าดักแด้หรือที่เรียกว่าตัวโม่งในระยะที่ 3จากตัวโม่งเมื่อโตเต็มวัยในระยะที่ 4 ลูกน้ำจะกลายเป็นตัวยุงทุกระยะการเติบโตในวงจรชีวิตของยุงขึ้นกับสภาพแวดล้อม ซึ่งได้แก่ ลม แสง อุณหภูมิ ฝน และความชื้น หลายครั้งที่ธรรมชาติเหล่านี้เป็นปัจจัยขยายเวลาเก็บลูกน้ำออกไปจากกำหนดเดิม"อุณหภูมิปกติ 25-30 องศาเซลเซียส ไม่ร้อนไม่หนาวเกิน ถ้าต่ำกว่า 20 องศาฯ ถือว่าค่อนข้างเย็นระบบฟักไข่จะช้า แตกตัวออกมาแล้ว ลูกน้ำจะไม่ค่อยกินอาหาร อายุก็จะเพิ่มไปอีกจากเดิมเพียงอาทิตย์เดียวเพิ่มเป็น 9 วันจึงจะช้อนได้ แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาฯ ระยะเวลาการเก็บเพิ่มเป็น 10 วัน"ยามใดที่ธรรมชาติแปรปรวน เช่น ลมแรง พายุเข้า ทำให้ยุงถูกเคลื่อนย้ายจากที่พักเดิมไปอยู่ที่อื่น ก่อให้เกิดความเสียหาย "ยุงหลงทางกลับไม่ถูก แม้ซาแรนก็ช่วยไม่ได้ ลูกน้ำในบ่อถูกลมพัดมากองอยู่มุมเดียว นิสัยลูกน้ำจะขึ้นน้ำต่างจากไรแดง เมื่อขึ้นน้ำไม่ได้ก็จะค่อยๆร่วงลงๆ ในที่สุดก็จะตายแทบหมดบ่อ เสียเวลาไปอีกอาทิตย์เพื่อล้างบ่อ ถ้าลูกน้ำสูญพันธุ์ก็จะต้องช้อนลูกน้ำจากแหล่งธรรมชาติ อย่างน้อยกินเวลา 2 อาทิตย์กว่าจะเข้าที่"การเพาะเลี้ยงลูกน้ำจำหน่ายจะไม่รอให้ลูกน้ำกลายเป็นยุง พอครบกำหนด 7 วัน เกษตรกรจะใช้สวิงตาถี่ไล่ช้อนลูกน้ำจนหมด จากนั้นนำมาใส่ตะกร้าล้างน้ำร่อนเอาสิ่งสกปรกออก ใช้ผ้าขาวบางรอง จนน้ำที่ค้างอยู่ระเหยออกหมด"พวกหัวโตที่ยังเป็นยุงไม่หมดมีไม่เกิน 10% จะถูกแยกออกไปเลี้ยงปลาบ่อ หรือปลาอื่นๆ นอกนั้นตัวกำลังดี พอเหมาะเลี้ยงปลาสวยงามได้เลย ลูกน้ำที่เก็บได้แต่ละครั้งหนัก 100 กิโลเศษ ขายกิโลละ 60 บาท"ขั้นต่อไปบรรจุถุงซิปขึ้นชั่ง เสร็จแล้วจะนำไปช็อตด้วยความเย็นต่อด้วยเข้าช่องฟรีซเพื่อให้แข็ง จากนั้นแพคกล่องโฟมนำไปฝากห้องเย็นรวบรวมจนกว่าจะครบจำนวนความต้องการของลูกค้า ส่งขายตลาดต่างประเทศ ลูกน้ำตายแล้วในสภาพที่สดแต่แห้ง ไม่มีน้ำ น้ำเท่าที่มีคือน้ำที่อยู่ในตัวลูกน้ำ" ขายแบบนี้ ลูกค้าซื้อไปไม่ขาดทุน ได้ลูกน้ำเยอะ เทียบกับราคาขายปลีกลูกน้ำเป็นๆ 20 บาท มีลูกน้ำนิดเดียว น้ำมากกว่า"ลูกน้ำไทย ไปไกลถึงโปแลนด์แม้จำนวนลูกน้ำที่ช้อนขึ้นมาจะมีปริมาณมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด แหล่งซื้อขายลูกน้ำตามร้านขายปลา ตลาดซันเดย์ จตุจักร ซึ่งตลาดใหญ่ๆภายในประเทศ ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ซึ่งเป็นเขตเลี้ยงปลาสวยงาม โดยเฉพาะนครปฐมและราชบุรีพบว่ามีการใช้ลูกน้ำจำนวนมากขณะที่ทั่วโลกมีมูลค่าการซื้อขายปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำในแต่ละปีมากกว่า 20,000 ล้านบาท สัดส่วนลูกน้ำในตลาดโลกจึงมากตาม ประเทศนำเข้าลูกน้ำที่สำคัญได้แก่ โปแลนด์ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเชค ยูโกสลาเวีย ประชาคมยุโรป มาเลเซีย จีน อินเดียและญี่ปุ่น"ประเทศใหญ่ๆนำเข้าที 8-10 ตัน โปแลนด์ใช้เยอะ สั่งต่อเนื่องทั้งปี ในบ้านเราเกษตรกรข้างเคียงผู้เลี้ยงปลากัดจีนหรือปลาสวยงามถึงเวลาจะเข้ามาซื้อ"สุชาติ สงวนพันธุ์ นักวิชาการระดับ 8 ภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นอีกผู้หนึ่งที่เคยทำการเพาะเลี้ยงลูกน้ำเล่ากลไกตลาดลูกน้ำให้ฟังว่า มีการรับซื้อลูกน้ำแบบแช่แข็ง สด และแบบแห้ง"แบบแห้งไม่ค่อยนิยม ขั้นตอนและน้ำหนักสูญเสียไปเยอะ 80-90% ตลาดในบ้านเราต้องการทั้งลูกน้ำเป็นๆ และแช่แข็ง ถ้าเป็นลูกน้ำสด 1-2 วันกลายเป็นยุงพัฒนาเร็วมาก ถ้าเป็นแช่แข็งได้ลูกน้ำอย่างเดียวไม่มีน้ำ เป็นข้อดีในการรักษา ความต้องการของตลาดบ้านเรายังน้อยเทียบตลาดต่างประเทศ ลูกน้ำต่างประเทศก็มี แต่ลูกน้ำบ้านเราได้รับความนิยม เพราะมีคุณภาพดี สะอาด ขนาดพอเหมาะไม่เล็กไม่โตจนเกินไป แต่ถ้าหัวโตตลาดไม่ต้องการ ปลาไม่ชอบกิน"แนวโน้มธุรกิจเพาะลูกน้ำแม้ยุงจะเป็นอาหารสำหรับลูกน้ำ ขณะเดียวกันยุงยังเป็นพาหะของโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายคนที่มีฟาร์มติดชุมชนจำต้องเลิกกิจการไป "บางรายผลิตในที่ชุมชน มีกลิ่นเหม็นรบกวน หรืออาจจะมียุงไปรบกวน ส่วนใหญ่คิดว่ายุงจะไปรบกวน สร้างปัญหา สำหรับฟาร์มผมตั้งอยู่กลางทุ่ง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้บ้านข้างเคียง อีกอย่างทางปศุสัตว์มีกฎระเบียบเข้มงวดในการนำเข้าไก่" เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงลูกน้ำแสดงความเห็นสุชาติ นักวิชาการเกษตรซึ่งเคยทำธุรกิจเพาะลูกน้ำมองว่า "เป็นผลพลอยได้เม็ดเงินมหาศาล ลูกน้ำที่ได้เกือบ 1 ตันต่อเดือน ต้นทุนไม่มี มีเพียงค่าแรงในการช้อนและบรรจุถุง แต่ช่วงหลังๆราคาลูกน้ำค่อนข้างแพง เจ้าของปลาหันไปใช้อาหารปลาสำเร็จรูป หรือไรแดงราคาถูกกว่ากิโลละ 10-20 บาท ทำให้การใช้ลูกน้ำน้อยลงแต่พ่อแม่พันธุ์เยอะอยู่"จรินทร์ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงลูกน้ำมองแนวโน้มของธุรกิจเพาะลูกน้ำว่า "สร้างลูกน้ำ เลี้ยงไก่ ได้ผลประโยชน์มหาศาล ปกติเลี้ยงปลาสวยงามอยู่แล้ว ทำตรงนี้เพื่อนำลูกน้ำไปใช้เลี้ยงปลาสวยงามในฟาร์ม ที่เหลือส่งออก น้ำจากบ่อลูกน้ำนำไปเพาะไรแดงโดยไม่ต้องลงทุนอะไร หญ้าขนให้ยุงลงมาวางไข่สามารถนำไปเลี้ยงปลาสลิดต่อได้ ของบางอย่างที่คนอื่นมองว่านำไปทิ้ง สามารถวนกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ไม่มีทิ้งเลย ทำหมุนเวียนและทำรายได้ทุกอย่าง""ผมว่าเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ลูกน้ำคู่กับปลากัด ปลาสวยงาม ผมทำธุรกิจปลาสวยงามมา 21 ปี จนปี 2540 เศรษฐกิจล้มเหลวค่าเงินเปลี่ยนแปลงมหาศาล แต่ระบบการส่งออกปลาสวยงามไม่ตกต่ำ กลับดีขึ้นทุกปีๆไม่เพียงพอต่อความต้องการ ด้านอาหารก็มีความต้องการเป็นเงาตามตัว เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนปลาสวยงาม คิดว่าแนวโน้มไม่ตกต่ำยังไปได้ไกลเรื่อยๆ" จรินทร์ เกษตรกรแห่งชาติดีเด่นในปีนี้กล่าวทิ้งท้าย******ลูกน้ำ อาหารสดจากธรรมชาติเมื่อ 10 กว่าปีก่อน อาหารสดจากธรรมชาติสำหรับเลี้ยงปลา อาทิ ลูกน้ำ ไรแดง สามารถหาได้ง่าย เมื่อเวลาผ่านไปอาหารสดเริ่มหาได้ยาก กอปรกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารเม็ดออกมาช่วยให้เกิดความสะดวกในการหาซื้อและนำไปใช้ อย่างไรก็ตามปริมาณอาหารเม็ดตามท้องตลาด โดยทั่วไปมักมีส่วนของแป้งอยู่มาก เมื่อปลาได้รับสะสมเป็นเวลานานย่อมก่อให้เกิดอาการท้องผูก เบื่ออาหาร บางตัวถึงกับเสียสมดุลในการว่าย ด้วยเหตุนี้จึงนิยมนำอาหารสดมาหมุนเวียน"อาหารเม็ดไม่นิยมใช้เลี้ยงปลา ผมเลี้ยงลูกน้ำ เลี้ยงไก่ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาก็จะใช้ไข่บุบ วันละ 200-300 ฟองนึ่งผสมลูกน้ำ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ประโยชน์ของลูกน้ำเหนือกว่าอาหารสำเร็จรูปหลายเท่าตัว ผมเคยทดลองอาหารสดดูปรากฏว่าให้โปรตีน 70 % แคลเซียม 30 % เหมือนเรากินอาหาร ใครๆก็อยากกินของสด ของแช่เย็นไม่ค่อยอยากกิน ถึงจะมีคุณประโยชน์อยู่บ้างแต่อาหารสดมีมากกว่า ถ้านำอาหารสดไปเลี้ยงปลาสวยงามน้ำไม่ค่อยเสีย ปลาโตเร็ว แข็งแรง ระบบโครงสร้างมาตรฐานพร้อมส่งออก เดี๋ยวนี้หาอาหารสดยาก เกษตรกรบางเจ้าเลิกเลี้ยงปลาหันมาผลิตไรแดงหรือลูกน้ำจำหน่าย" จรินทร์ เจ้าของฟาร์มปลากล่าวในอาหารสดประกอบด้วยน้ำและเส้นใยอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของปลาทำงานได้ดี พร้อมทั้งนำมาซึ่งคุณค่าสารอาหารที่ปลาได้รับจากลูกน้ำ ช่วยให้กระดูกของปลาแข็งแรงและทำให้ปลามีสีสันสวยงาม

ที่มา : bettanetwork

ใช้เกลือรักษาโรคปลากัด


มาคุยเรื่องเกลือกันดีกว่า ว่าทำไมถึงใส่เกลือให้ปลากัดแสนรักของเรา เรื่องเกลือต่างๆที่ได้มาก็รวบรวมมาจาก บทความต่างๆในอินเตอร์เน็ต และก็สิ่งที่เคยทดลองกับปลากัดตัวเองผ่านๆมา หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่รักปลากัดทุกๆคนนะครับ เกลือที่ใช้กันทั่วๆไปสำหรับปลากัด(หรือปลาอื่นๆด้วย) เราจะใช้เกลือทะเล หรือเกลือสมุทร ซึ่งได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งเกลือที่ใช้นั้นต้องละลายน้ำได้ง่าย(ปกติก็ง่ายๆกันทั้งนั้น) แล้วถามว่าไอ้เกลือที่ใช้ตามครัวใช้ได้กับปลากัดหรือเปล่า เกลือตามครัวพวกนี้ส่วนใหญ่มีการปรุงแต่งมา อาจทำให้เกิดผลกับน้ำจึงไม่ควรใช้ (เติมไอโอดีน สารฟอกสี) ซึ่งสารที่เติมเข้าไปอาจจะทำปฏิกิริยากับน้ำหรือส่งผลกระทบกับน้ำแล้วส่งผลถึงปลากัดเราได้ ตอนนี้ก็ทราบกันแล้วว่าเกลือแบบไหนที่ใช้กับปลากัดของเรา สำหรับปลากัดเกลือนั้นถือว่าเป็นยารักษาและป้องกันโรคเลยทีเดียวเชียว เรามาดูถึงประโยชน์ของมันก่อน
1.ฆ่าเชื้อปลาป้องกันการแพร่กระจายโรคว่ากันว่าเกลือสามารถกำจัดปรสิตได้อย่างรวดเร็วถึง 7 : 9 ส่วน เวลาผมไปซื้อปลามาจากที่อื่น พอมาถึงบ้านก็จะจัดการจับปลาแช่น้ำเกลือเข้มข้นก่อนเลย ส่วนเรื่องปริมาณเกลือกับน้ำ พูดตามตรงไม่เคยวัดเลยว่าใช้ปริมาณเท่าไรไม่เท่ากันซักที (ปกติก็น้ำครึ่งขันเกลือซัก5ช้อนโต๊ะ กะๆเอาว่านี่แหละเข้มข้น)แต่ถ้าจะเอาวิชาการจริงๆเดี๋ยวไปดูตอนท้ายสุดเลย พอเราละลายน้ำเกลือแล้วก็จัดการเอาปลาแช่สัก5วินาที (นานกว่านี้กลัวออสโมซิส ปลาตาย) แล้วก็เอาปลามาผ่านน้ำสะอาดซะให้หายเค้ม นี่ก็ประโยชน์อย่างแรก
2.เมื่อปลากัดของเราป่วย ปกติแล้วปลากัดของเราจะขับเมือกออกมาเมื่อรู้สึกไม่สบายตัวหรือเพื่อป้องกันตัวปลากัดจากปรสิตและเชื้อโรคต่าง ๆ เพราะในเมือกปลากัดมีสารฆ่าเชื้อผสมอยู่ เมื่อเราใส่เกลือลงก็จะเป็นการกระตุ้นการขับเมือกของปลากัดด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าใส่มากๆแล้วขับเมือกซะน้ำในเหลี่ยมปลากัดขุ่นไปเลยนะครับ เอาให้พอเหมาะ สำหรับผมเองปกติถ้าเป็นเหลี่ยมปลากัดขนาด 4x4x8 (กว้างxยาวxสูง) ผมก็ใส่เกลือเม็ดโตๆลงไปซัก4-5เม็ด แถมด้วยใบหูกวางแห้งๆอีกซักใบ ถ้าเหลี่ยมปลากัดใหญ่กว่านั้นก็กะเอาครับ (จริงๆแล้วก็ควรดูว่าใส่ลงไปแล้วปลากัดเราเป็นไง แล้วจะเดาปริมาณถูกว่าจะใส่มากใส่น้อย) ในกรณีที่ใช้เกลือรักษาปลากัด เพื่อนๆก็ต้องควรหยุดใส่เมื่อปลากัดหายเป็นปกติแล้วนะครับ อย่างที่บอกว่าเกลือก็เหมื่อนเป็นยาตัวนึง ถ้าไม่ใช้ยาได้จะดีกว่า แล้วถ้าใช้ต่อไปเรื่อยๆโรคมันก็จะดือยานะครับ คราวหน้าถ้าเราใช้เกลืออีกปลากัดเราอาจจะไม่หายป่วยก็ได้
มาดูกันต่อว่า ที่เค้าเคยพูดกันไว้ว่าเกลือมีประโยชน์ยังไง แบบเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยครับ- สามารถควบคุมปริมาณพิษของไนเตรทและไนเตรทฉับพลันในน้ำ โดยประจุที่ได้จากเกลือจะซึมผ่านตัวปลาป้องกันไม่ให้ไนเตรทส่งผลต่อเม็ดเลือดแดงที่ทำให้ปลาฟอกออซิเจนได้น้อยลง- เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ปลาเครียด การใช้เกลือเป็นการช่วยลดความเครียดของปลา- เพิ่มพลังงานและภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ- ป้องกันการติดเชื้อ และ มีผลในการต่อต้านแบคทีเรีย ทั้งยังมีผลในการยกระดับความสามารถของปลาที่จะต้านทานเชื้อด้วย- ใช้ในการกักโรคปลาปริมาณเกลือที่ใส่ลงในตู้ปลาเพื่อป้องกันเชื้อโรคและปรสิตต่าง ๆ หรือหลังเปลี่ยนน้ำใหม่ขนาดตู้ปลา ตู้ 24" 2 ช้อนโต๊ะไม่พูนขนาดตู้ปลา ตู้ 36" 3 ช้อนโต๊ะไม่พูนขนาดตู้ปลา ตู้ 48" 4 ช้อนโต๊ะไม่พูนปริมาณเกลือตามวัตถุประสงค์วัตถุประสงค์ป้องกันไนเตรท 1 กรัม / ลิตร วัตถุประสงค์สภาพน้ำไนเตรท 3 กรัม / ลิตร วัตถุประสงค์รักษาโรคต่างๆ 9 กรัม / ลิตรหมายเหตุ-น้ำที่มีอุณหภูมิต่ำไม่เหมาะสมกับการเติมเกลือให้ปลา-เกลือทำให้น้ำมีคุณสมบัติกระด้างขึ้น ถ้าน้ำมีความกระด้างอยู่แล้วไม่สมควรเติมเพื่อเพิ่มความเครียดในปลา-ควรใช้เมื่อปลาป่วยหรือน้ำมีคุณภาพผิดปกติ-ควรใส่ปริมาณแต่น้อยไว้ก่อนถ้าใส่มากไปจะเกิดการออสโมซิสย้อนทำลายปลาเอง-ก่อนใส่เกลือลงในน้ำควรจะเอาต้นไม้น้ำออกเสียก่อนเพราะเกลือจะมีผลต่อพืชน้ำพอควร พืชน้ำบางชนิดทนความเค็มไม่ได้แม้เพียงแค่ 0.1 % ก็ตาม และสมควรเปลี่ยนน้ำออก 50%-การใช้เกลือจะต้องระวังเกี่ยวกับความเค็มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างทันที เพราะปลาอาจจะปรับตัวไม่ทัน ทั้งนี้เมื่อคำนวณได้ว่าจะต้องใช้เกลือเท่าใดแล้ว ให้แบ่งเกลือนั้นออกเป็น 3 ส่วน แล้วเริ่มใส่เกลือส่วนแรกลงในบ่อหรือตู้ปลา รอดูอาการปลา 1 ชั่วโมง จึงใส่ส่วนที่ 2 และ 3 ตามลำดับ


ที่มา : ridbetta